ไขปริศนาคำสาป ลาว ຄໍາສາບຂອງລາວ หินฟู งูใหญ่ ช้างเผือก

“ไขปริศนาคำสาปลาวคำสาปท้าวสีโคดตะบอง หินฟู งูใหญ่ ช้างเผือก และ ฆ้องสันติภาพโลกสู่ความเจริญรุ่งเรือง” สวัสดีค่ะก่อนที่เราจะมาไขปริศนาคำสาปกัน เราขอย้อนเรื่องราวของตำนานคำสาปท้าวสีโครตตะบอง กันสักนิด

เรื่องราวของตำนานมีอยู่ว่ากาลครั้งหนึ่งเมืองเวียงจันทน์เกิดความเดือดร้อนมีช้างป่าจำนวนล้านๆตัวบุกรุกทําลายเรือกสวนไร่นาและบ้านเรือน เจ้าเมืองเวียงจันทน์ จึงประกาศหาคนดีมาปราบช้างโดยตั้งเงื่อนไขไว้ว่า หากผู้ใดปราบช้างได้ จะได้รับพระราชทานพระราชบิดาแห่งเวียงจันทร์เป็นคู่ครอง

ครานั้นเอง “ท้าวศรีโครตผู้มีอาวุธวิเศษเป็นพระตะบองเพชร” ผู้มีวิชาเก่งกล้าหาผู้ใดเปรียบ รับอาสาปราบช้าง สำหรับท้าวศรีโคตรนี้สันนิษฐานว่า อาจเป็นชาวกูย ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มชาติพันธุ์พื้นเมืองที่เก่งเรื่องช้างปราบช้างมาแต่โบราณ มาจากแถบดินแดน ศรีโคตรบูรณ์จึงเรียกว่าท้าวศรีโคตร และยังมีประวัติศาสตร์บอกเล่าอีกว่า “ท้าวศรีโคตรทรงฤทธานุภาพฆ่าไม่ตายและสามารถลากท่อนซุงขนาดใหญ่มาทำเป็นตะบอง” เพื่อปราบช้างนับล้านตัวให้กับอาณาจักรเวียงจันทน์ จึงเป็นที่มาของอาณาจักรล้านช้าง เมื่อท้าวศรีโคตรปราบช้างสำเร็จเจ้าเมืองเวียงจันทน์จึงพระราชทานพระราชธิดาพร้อมสร้างปราสาท ต่อมาเจ้าเมืองเวียงจันทน์ระแวงกลัวว่าท้าวศรีโคตรจะแย่งบัลลังก์จึงใช้อุบายต่างๆเพื่อที่จะกำจัดท้าวศรีโคตรแต่ไม่สำเร็จ ด้วยท้าวศรีโคตรนั้นฟันแทงไม่เข้า จึงคิดอุบายหลอกให้พระราชธิดาไปถามท้าวศรีโคตร ในที่สุดท้าวศรีโคตรก็ถูกลอบปลงพระชนม์ด้วยคมหอกทางทวารหนัก

ก่อนเสียชีวิตท้าวศรีโคตร ได้ร่ายมนต์ สาปแช่งนครเวียงจันทน์ให้พบกับความพินาศล่มจม “ให้ฮุ่งเพียงช้างพับหู ฮุ่งเพียงงูแลบลิ้น”  และจะพ้นคำสาปก็ต่อเมื่อมี หินฟูน้ำ งูใหญ่และช้างเผือก

เข้าสู่ไขปริศนาคำสาปกันปัจจุบันคนเราเชื่อว่าคำสาปของท้าวศรีโคตรถูกลบล้างลงแล้ว โดยมีเรื่องของความสัมพันธ์กับประเทศไทยเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องอันสำคัญ กรณีเช่นหินฟูน้ำถูกตีความว่า หมายถึงสะพานเป็นการเปรียบถึง การที่หินซึ่งอยู่ใต้น้ำได้ลอยขึ้นมาอยู่เหนือน้ำและสะพานที่กล่าวถึงก็คือ “สะพานมิตรภาพไทยลาว” ซึ่งสร้างขึ้นครั้งแรกที่จังหวัดหนองคาย

ช้างเผือกถูกบางคนตีความว่าหมายถึง “ฝรั่งหรือชาวตะวันตกที่เดินทางเข้ามาลงทุนในประเทศลาว”เป็นจำนวนมากมีโครงการลงทุนของประเทศต่างๆเกิดขึ้นหลายโครงการ มองในมิติความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในพระราชพิธีเปิดใช้สะพานอย่างเป็นทางการเมื่อราวพุทธศักราช ๒๕๓๗ ถือเป็นการกระชับและเปิดหน้าประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศในบริบทใหม่ จากที่เคยระแวงซึ่งกันและกันในช่วงสงครามอินโดจีน ใดัมาเป็นมิตรประเทศคู่ค้า และหุ้นส่วนเศรษฐกิจที่ใกล้ชิดกันยิ่งขึ้น มองในมิติเศรษฐกิจสะพานมิตรภาพไทยลาวแห่งที่ 1 ถือเป็นปฐมบททำให้นโยบายในการปรับกลศาสตร์ของ สปป.ลาวจากประเทศที่ไม่มีทางออกสู่ทะเลไปสู่ประเทศที่เป็นจุดเชื่อมต่อ เริ่มเป็นรูปประธรรมมากขึ้นเพราะหลังจากได้มีการเปิดใช้สะพานดังกล่าวเป็นต้นมา

ภายใน สปป.ลาวก็ได้มีการก่อสร้างโครงข่ายคมนาคมทางบก ที่สามารถเชื่อมต่อกับประเทศเพื่อนบ้านทั้งแนวเหนือใต้และตะวันออกตะวันตกเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

จากสะพานมิตรภาพแห่งแรกที่หนองคายก็ได้มีการเปิดใช้ “สะพานมิตรภาพไทยลาวแห่งที่ 2 ที่จังหวัดมุกดาหาร” เชื่อมกับแขวงสววค์นะเขตในอีก 10กว่าปีต่อมามีการเปิดเส้นทางหมายเลข 9 เชื่อมระหว่างมุกดาหารสววค์นะเขตและเขตเวสต์ของเวียดนาม มีการเปิดใช้เส้นทาง R3A ที่เชื่อมระหว่างอำเภอเชียงขอม จังหวัดเชียงราย เมืองห้วยทรายแขวงบ่อแก้ว ไปจนถึงเมืองบ่อเต็นแขวงหลวงน้ำทา ต่อขึ้นไปถึงสาธารณรัฐประชาชนจีน ที่มีเส้นทางอย่างดีวิ่งเพื่อไปถึงเมืองคุนหมิงมณฑลยูนนาน

รวมถึงมีการสร้าง “สะพานมิตรภาพไทยลาวแห่งที่ 3 และแห่งที่ 4 ที่จังหวัดนครพนมและจังหวัดเชียงราย”

แต่หากมองในมิติของความเชื่อการเกิดขึ้นของสะพานมิตรภาพและเส้นทางรถไฟนี้ ถือเป็นการล้างคำสาปของคนลาวที่เชื่อถือมากันตลอดกว่าพันปีลงไปอย่างสิ้นเชิง “พญางูใหญ่งูใหญ่เข้าเมือง” กล่าวคือมีรถไฟเข้ามาจากหนองคายเวียงจันทน์ เติมเต็มด้วยปริศนาข้อที่ 4 และประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว หลุดพ้นจากคำสาปแล้ว จะด้วยความเชื่อหรือเหตุผลกลใดก็ตาม ภาพที่ปรากฏแก่ชาวโลกคือในช่วงระยะเวลาไม่กี่ปีที่ผ่านมา ลาวมีความเจริญรุ่งเรืองความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วและชัดเจน

เครดิตข้อมูล https://www.youtube.com/redirect?redir_token=xhNonUmQg8WRupwtByKSOGPQZfV8MTUxMTYwMzQwMkAxNTExNTE3MDAy&event=video_description&v=AtV3QFLlMLw&q=http%3A%2F%2Foknation.nationtv.tv%2Fblog%2Fprint.php%3Fid%3D1018045

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *